wechyun's profileNaybaerg's sitePhotosBlogListsMore Tools Help

Naybaerg's site

ท่องเที่ยว และถ่ายภาพ
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Strange Loopwrote:
ตามเพื่อนคนข้างล่างมาครับ
กะแล้วต้องเป็นสเปซที่มีภาพสวย
 
เอามาลงอีกนะครับ
 
May 9
 
    พี่ค่ะ ไม่มาอัฟspace เลยนะ
   น้อง ๆ รอชมภาพถ่ายสวย ๆ
   และ บทความที่มีสาระ-ความรู้ ดี ดี
   ไว้จะตามไปที่ multiply นะค่ะ
Apr. 26
ตามไปที่ multiply แล้วครับ ไปขอดูรูปหน่อย
Mar. 11
Coolwrote:
 
Mar. 3
Coolwrote:
ว๊าวภาพสวยมากๆเลยค่า
Feb. 29
Photo 1 of 11

wechyun tarawisid

Occupation
Location
Interests
พิจารณาปัญหาด้วยเหตุผล ,ไม่เชื่ออะไรที่พิสูจน์ไม่ได้, ท่องเที่ยวใช้ชีวิตกลางแจ้ง,ตลกแต่ไม่ถึงกับโปกฮา

Weather

Loading...
February 29

ท่องแดนพุทธภูมิ ๔

ท่องแดนพุทธภูมิ

ตอนที่ ๔ กุสินารา

วันนี้ถือว่าเป็น Morning เคาะ (เพราะเมื่อคืนนอนวัดไม่ใช่โรงแรม) ตามปกติ เคาะตี ๔ อาหารเช้าตี ๕ ล้อหมุน ๖ โมงเช้า เช้าวันนี้ดูวุ่นวายกว่าทุกวันที่ผ่านมา เพราะบรรดาขาช้อบได้ Order พระดินเผาปางปฐมนิเทศ กับเด็กวัดไว้ให้นำมาให้ในตอนเช้า เนื่องจากราคาต่อองค์ไม่แพงนัก และขนาดองค์ก็ประมาณ ครึ่งฝ่ามือ แต่ละคนจึง order กันเป็นลัง (๕๐ องค์) บางคนก็ไม่ต้องการมากขนาดยกลัง ก็อาศัยรวมกันให้ได้ครบลัง บางคนก็ไม่เต็มจำนวนลัง จึงต้องวุ่นวาย ว่ากล่องนี้ของใคร กล่องนั้นของใคร เมื่อสัมภาระของแต่ละคนเรียบร้อย ก็กราบลาท่านเจ้าอาวาสเพื่อเดินทางกันต่อ โปรแกรมในช่วงเช้าจะไปล่องเรือในแม่น้ำคงคา เพื่อชมวิถีชีวิตของชาวฮินดู ที่ถือว่าแม่น้ำคงคาเป็นแม่น้ำศักสิทธิ์ การได้อาบน้ำชำระร่างกายในแม่น้ำคงคาถือว่าเป็นการล้างบาป จากวัดสารนาถไปที่ท่าน้ำที่เราจะไปลงเรือนั้นไม่ไกลใช้เวลาประมาณ ๒๐ นาที จากรถต้องเดินเท้าไปที่แม่น้ำประมาณ ๑ กม. แต่เช้านี้มีนักท่องเที่ยวมาล่องเรือกันมาก หรืออาจเป็นเพราะเรามาสายก็ไม่รู้ หลังจากวนหาที่จอดรถอยู่ ๒-๓ รอบก็ยังไม่ได้ เลยจำต้องขยับออกมาจอดไกลกว่าที่คิดไว้ คราวนี้ระยะเดินเท้าเพิ่มเป็น ๒ กม. ทาง บ.ทัวร์เลยต้องเปลี่ยนแผนหาสามล้อให้นั่งเข้าไปแทน ระหว่างทาง ทีสามล้อของคณะเรา วิ่งไปเป็นแถวยาว ได้ผ่านความสับสนอลหม่านของการจราจรที่ไร้ระเบียบ ไม่เฉพาะยวดยานเท่านั้นที่ใช้ผิวจราจร แพะ แกะ วัว และคนเดินเท้าต่างก็เดินกันขวักไขว่ ชนิดที่เรียกว่ายวดยานทุกชนิดจะเคลื่อนตัวข้างหน้าได้ต่างต้อง ใช้เสียงแตรเสียงกระดิ่ง ขอทางกันตลอดเวลา(การใช้แตรเป็นสิ่งจำเป็นมากๆในการใช้ถนนในอินเดีย) นอกจากผู้คนจะมากมายแล้ว ฝุ่นละอองที่ฟุ้งขึ้นจากการจราจร และขยะก็กองกันระเกะระกะไปหมด ก็ขนาดที่ว่า บ.ทัวร์เตรียมผ้าปิดปากและจมูก แบบที่ใช้ในโรงพยาบาล แจกให้ลูกทัวร์ทุกคน กว่าจะฝ่าการจราจรที่ยุ่งเหยิงมาได้ ผมก็พลาดโอกาศ เก็บภาพพระอาทิตย์ขึ้นที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาไปเสียแล้ว แต่แสงยามเช้าอย่างนี้สวยงามจับใจจริงๆ ผมสาละวนอยู่กับการถ่ายภาพ ในขณะที่คนอื่นก็เตรียมลงเรือ เพื่อล่องไปชมการเผาศพที่ท่า มณิกรรณิกาฆาต ซึ่งเผาศพติดต่อกันมา ชนิดที่ไฟไม่เคยมอดลงเลย เป็นเวลาถึง ๔๐๐๐ กว่าปีแล้ว

แม่ค้า๒                                      ตลาดสด

พ่อค้าแม่ค้าตลาดสด ระหว่างทางที่เดินไปท่าเรือ

เตรียมล่องเรือ      มรณังโฮเต็ล

สำหรับคนที่ไม่กลัวก็ไม่ปิดจมูกเหมือนคนอื่นๆ ส่วนภาพขวามือคือท่ามณีกรรณิการ์
เห็นควันไฟ กรุนๆ อยู่นั้นคือการเผาศพ

พาราณสี

ผมสนใจอยู่กับการถ่ายภาพ จนเกือบเหยียบกับระเบิด ซึ่งมีทั้งของคน และสัตว์ ก็หลายที ดีว่าภรรยาผมคอยเป็นหู เป็นตาให้ คอยเตือนเป็นระยะๆเมื่อผมเฉียดเข้าไปใกล้ เลยแคล้วคลาดมาได้ แขกที่นี่เจ้าเล่ห์พอดู (ความจริงไม่เฉพาะแขกหรอก คนไทยก็มี) บ.ทัวร์ตกลงเรือลำใหญ่ไว้แล้ว เพียงพอที่จะรับคณะของเรา ได้ทั้งหมด แต่พอถึงเวลาจริงๆ กลับไม่ยอมให้ขึ้นทั้งหมดอ้างว่า นน.มากเกินขึ้นทั้งหมดไม่ได้ ต้องเช่าเรืออีกลำ ไม่ยอมท่าเดียว สุดท้ายเราก็ต้องยอมเช่าเรือเพิ่มอีก ๑ ลำเสียทีแขกอีกครั้งหนึ่งจนได้ แม่น้ำคงคาช่วงนี้ของเมืองพาราณสี มีท่าน้ำที่สำคัญ ๔ แห่ง คือท่าทศวเมธ, ท่าปัญจคงคา, ท่ามณิกรรณิการ์ และท่าอสีสังคม ดังนั้นตลอดลำน้ำในช่วงนี้จึงคราคร่ำไปด้วยเรือรับนักท่องเที่ยว เพราะทุกท่าน้ำจะมีเรือสำหรับบริการนักท่องเที่ยวอยู่ทุกท่า กิจกรรมก็จะเหมือนๆกันคือพานักท่องเที่ยว ล่องมาจนถึงท่ามณีกรรณิการ์ เพื่อชมพิธีเผาศพ ถ้าเป็นชาวพุทธ ก็จะมีกิจกรรมอีกหนึ่งอย่างระหว่างทาง คือการลอยกระทงสะเดาะห์เคราะ บางคนที่งมงายหน่อยก็อุตสาห์เอาขวดน้ำพลาสติก ตักน้ำในแม่น้ำ (ซึ่งเขาเชื่อว่าศักสิทธิ) ขึ้นมา ในขณะที่มือไม่กล้าให้โดนน้ำ เพราะกลัวเชื้อโรค แสงแดดยามเช้าอย่างนี้เหมาะมาก กับการถ่ายภาพ และมีเรื่องราวให้ถ่ายมากมาย เนื่องจากสภาพแสงค่อนข้างน้อย ประกอบกับอยู่บนเรือซึ่งมันไม่นิ่งเอาเสียเลย ผมเลยแก้ปัญหาด้วยการตั้งค่า ISO ให้มีค่าที่สูงขึ้นเพื่อให้ได้ speed ที่มากพอที่จะไม่ทำให้ภาพไหว โดยแลกกับโอกาศที่จะเกิด noise ขึ้นในส่วนเงาดำของภาพได้ ขณะที่เรือของคณะผมไปลอยลำอยู่ที่หน้าท่า มณิกรรณิการ์ ก็กำลังเริ่มเผาศพกันพอดี ผมถ่ายภาพไว้ ๒-๓ ภาพ จอดชมกันอยู่สักพักก็ต้องล่องเรืิอกลับ เพราะวันนี้ยังต้องเดินทางกันต่อไปอีก ไกลพอสมควรระยะ ทางก็ ประมาณ ๒๕๐ กม.วันนี้จุดหมายปลายทางของเราอยู่ที่ กุสินารา เป็นเมืองที่พระพุทธองค์ เสด็จมาดับขันท์ปรินิพพาน ณ.สาลวโนทยานเมื่อทุกคนมาพร้อมที่รถกันเรียบร้อยเกิดมีปัญหาใหญ่ คือทุกคนไม่ได้ปลดทุกข์ กันเลยตั้งแต่ออกจากวัดมา เป็นเวลา อย่างน้อย ๓ ชม. แม้ว่ารถบัสของคณะเราจะต้องออกมาจอดไกลจากจุดหมายเดิมมาก แต่ก็ยังอยู่ในเขตที่มีบ้านเรือนอยู่หนาแน่นพอสมควรผู้คนก็สัญจรผ่านไปผ่านมากันตลอด ครั้นจะนั่งรถออกไปให้พ้น ชุมชนก่อน ก็คงต้องใช้เวลาอีกไม่น้อยกว่า ๑ ชม.เห็นทีจะทนอั้นกันไม่ไหว ฝ่ายชายดูจะได้เปรียบกว่า หันซ้ายหันขวามีต้นไม้ใหญ่อยู่ต้นหนึ่งอยู่บนไหล่ทาง ต่างก็เข้าไปอาศัยปลดทุกข์ กันชนิดที่ว่าชาวอินเดียเองยังเขินอาย ส่วนผู้ซึ่งมีความอดทนในเรื่องนี้สูงกว่าฝ่าย
ชายมาก ยอมทนต่ออีก ๑ ชม.เพื่อหาที่ๆเหมาะสมกว่านี้ พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็มีเรื่องมันๆ เกี่ยวกับเรื่องการไปทุ่งปลดทุกข์ มาเล่าให้ฟังกัน เหตุเกิดเมื่อวาน ในระหว่างเดินทางได้แวะปลดทุกข์เป็นระยะๆ ชนบทที่อินเดียมีความคล้ายกับบ้านเราอยู่อย่าง คือชาวบ้านจะค่อยๆ สร้างบ้านปีละนิดทำเท่าที่มีงบในปีนั้น ดังนั้นมองดูเผินๆ เหมือนบ้านร้าง ในคราวที่เกิดเหตุก็มีบ้านลักษณะนี้ อยู่ในบริเวณที่จอดรถเพื่อลงไปปลดทุกข์ กันพอดี บรรดาสาวๆซึ่งต้องการที่ๆมิดชิดกว่าฝ่ายชาย เห็นเข้าเหมือนสวรรค์โปรด ต่างตรงดิ่งไปบ้านหลังดังกล่าวทันที ยังไม่ทันได้ฉี่่ ก็ได้ยินเสียงเอะอะดังมาจากบ้านหลังที่อยู่ถัดออกไป พร้อมกับเสียงเอะอะมีชายชาวอินเดีย รูปร่างกำยำ วิ่งตรงมายังบ้านหลังดังกล่าว พร้อมกับการแสดงอาการก้าวร้าว โวกเวกโวยวาย และทำท่าไล่ตะเพิด ดูจากการแสดงออกทำให้ทราบว่าเขาไม่ยอม ให้ใครมาปลดทุกข์ในบ้านอย่างเด็ดขาด ทราบภายหลังจากไกด์ท้องถิ่น ว่าเป็นบ้านหลังใหม่ของเขาที่ยังสร้างไม่เสร็จหลังเหตุการณ์ครั้งนั้น ต่างระมัดระวังในการเลือกทำเล กันมากขึ้น วันนี้เราเดินทางถึงกุสินาราล่าช้าเล็กน้อย เพราะระหว่างทางที่ผ่านเมืองแห่งหนึ่ง มีเหตุการประท้วง และเดินขบวนทำให้การจราจรติดขัด นานนับ ชม. แต่ก็ยังมีเวลามากพอที่คณะของเรา      หยะแหยง 
     ชาวอินเดียเองยังถึงกับเขินเมื่อเจอชาวไทยที่ฉี่ได้ทุกที่
วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์         สาลวโนทยาน๒         ปางปรินิพพาน จะไปนมัสการ สถานที่ปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ได้ทัน ก่อนจะเดินทางไปสาลวโนทยานตามโปรแกรม คณะของเราได้แวะไปที่วัดไทยกุสินาราฯ ซึ่งเป็นที่พักในคืนนี้ เพื่อเข้าห้องน้ำกันให้เรียบร้อยก่อน เพราะต่างก็อั้นกันมาเพราะไม่อยากไปทุ่งข้างทางนัก เพราะรู้ว่าข้างหน้ามีห้องน้ำสะดวกสบาย รออยู่ เมื่อทุกคนทำธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว จึงเดินทางต่อไปยังสาลวโนทยานทันที บรรยากาศภายในวิหารมหาปรินิพพานสถูป (ซึ่งสร้าง ณ.ตำแหน่งที่พระพุทธองค์เสด็จดับขันธ์ ) เศร้าสร้อยอย่างไรบอกไม่ถูก แม้จะมีเหล่าศาสนิกชนจากทุกมุมโลกเช้ามานมัสการ กราบไหว้กันแน่น

ขนัดก็ตาม ในกลุ่มของเราเมื่อก้าวย่างพ้นธรณีประตูเข้ามา ต่างมีอาการเศร้าโศก น้ำตาไม่รู้มาจากไหน คนที่จิตใจอ่อนไหวก็ถึงกับไหลพรากทีเดียว คนทีจิตใจแข็งหน่อยก็เพียงมีน้ำตาซึมๆ เมื่อทุกคนระลึกถึงว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นที่ๆพระพุทธองค์ ได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ในยุคสมัยโน้น ก็คงระงมไปด้วยความเศร้าโศก เสียใจของบรรดาสาวก และพุทธบริษัททั้งหลายที่ได้มีโอกาศเฝ้าอยู่ ณ. ที่แห่งนี้ มากมายกว่าพวกเราพุทธศาสนิกชน ที่อยู่ในยุคสมัยที่ห่างไกลกว่าสมัยนั้นมาถึง ๒๕๕๐ ปี หลังจากทำทักษิณาวัตร รอบพระพุทธรูปปางมหาปรินิพพาน ผู้มีจิตศรัทธาในคณะของเราท่านหนึ่ง ได้เตรียมผ้าเหลืองผืนใหญ่มาเพื่อ ใช้ห่มพระพุทธรูปเป็นการบูชาแก่พระพุทธเจ้า และสุดท้ายก่อนที่ทุกคนจะจากไปจะต้องไปกราบ พระพุทธรูปทางด้านพระบาทและจะจรดศรีษะ ไปแตะที่ใต้พระบาทของพระพุทธรูป โดยถือเสมือนว่าได้สัมผัสพระพุทธองค์จริงๆ เพื่อความเป็นศิริมงคล ช่วงเวลาโพล้เพล้ ก่อนจะหมดแสง เรายังต้องไปนมัสการสถานที่สำคัญ อีกแห่งหนึ่งในระแวกนี้ นั่นก็คือ มกุฏพันธนเจดีย์ ซึ่งเป็นที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คณะของเราเดินทางไปถึงก็เกือบจะมืดแล้ว พระมัคคุเทศน์ อธิบายถึงความสำคัญ ของสถานที่และเกร็ดต่างๆที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับพาเดินเข้าไปยังตำแหน่งที่สามารถนั่ง สวดภาวนาเจริญสมาธิ และนมัสการสถานที่ได้โดยสะดวก เมื่อเสร็จพิธีแสงสุดท้ายก็หมดลงพอดี เราเดินย้อนกลับออกมาขึ้น ด้วยแสงสลัวๆที่ยังพอมองเห็นทางเดินได้ รางๆ 

     ปางมหาปรินิพพาน

      พระมหาธาตุเฉลิมราชศรัทธา                 ทอดผ้าป่า

      วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ ที่เห็นในภาพ เป็นพระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา
      สว่นภาพขวาเป็นการร่วมทอดผ้าป่ามหากุศล ของพุทธศาสนิกชน จากประเทศ
     ไทย

เรากลับมาถึงวัดกุสินาราฯ ประมาณ ทุ่มกว่าๆ ขนสัมภาระส่วนตัวลงมา รอฟังบรรยายเกี่ยวกับวัดกุสินาราฯ และรับกุญแจห้อง ที่วัดนี้ห้องหับกว้างขวางสะดวกสบาย พักได้ ๖ คนต่อห้อง มีห้องน้ำในตัวขนาดใหญ่ มีส่วนเคาน์เตอร์อ่างล้างหน้าอยู่ตรงกลาง ด้านซ้าย-ขวากั้นแบ่งภายในเป็นห้องอาบน้ำ (มีน้ำอุ่นให้ใช้ด้วย) และห้องสุขาแยกกัน ซึ่งทำให้สามารถใช้ห้องน้ำได้พร้อมๆกันถึง ๓ คน เมื่อเก็บสัมภาระเสร็จ ต้องรีบไปทานอาหารกันทันทีเนื่องเรามาถึงช้ากว่าที่นัดหมายไว้ ทำให้เป็นภาระแก่แม่ครัวที่ต้องรอบริการอยู่ คืนนี้มีคณะของคนไทยมาใช้บริการของวัด ๓ คณะ ซึ่ง ๒ คณะนั้นเดินทางมาถึงตั้งแต่ ตอนเย็นแล้ว และได้เตรียมกองผ้าป่ามหากุศล จะทอดกันตอน ๓ ทุ่ม ที่พระมหาธาตุเฉลิมราชย์ศรัทธา คณะของเราต้องการร่วมทำบุญด้วยจึงต้องทำเวลาให้ทัน ซึ่งก็จวนเจียนเต็มที คืนนี้ทุกคนต่างอิ่มบุญ นอนหลับฝันดีกันถ้วนหน้า เอหรือว่าไม่.. แต่เอาเป็นว่าผมฝันดีละกัน
 
February 17

ทำไมต้อง RAW File

ทำไมต้อง RAW File

ผมทำเวบอยู่ ๒ แห่ง คือที่นี่ และที่ http://www.naybaerg.multiply.com โดยมีเค้าโครงเหมือนๆกัน คือ ถ่ายภาพ และท่องเที่ยว แต่มีรายละเอียดที่ต่างกันเล็กน้อย คือ ที่ multiply จะเน้นเกี่ยวกับการถ่ายภาพ เนื้อหาของ Blog ก็จะเกี่ยวกับการถ่ายภาพ และเทคนิคในการใช้ PhotoSHOP อาจจะมีเรื่องเกี่ยวกับการท่องเที่ยวบ้างแต่จะน้อยมาก และในทางกลับกัน ที่เวบไซท์นี้ ก็จะเน้นเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเป็นหลัก จะมีสลับฉากมาพูดเรื่องการถ่ายภาพบ้างเป็นกรณีพิเศษ เช่นครั้งนี้ ผมได้พูดถึงการถ่ายภาพ Raw File ในท่องแดนพุทธภูมิ ตอนที่ ๑ก็ได้รับการถามไถ่กลับมาว่า ทำไมต้องเป็น Raw เป็น jpg เป็น tiff ไม่สะดวกกว่าหรือไม่ต้องยุ่งยาก convert กลับมาเป็น jpg หรือ tiff อีกครั้ง มันน่าจะสะดวกกว่า ถ้าจะมองในเรื่องสะดวกก็ใช่เลย แต่ถ้าต้องการคุณภาพด้วยละก็ jpg และ tiff อาจให้ไม่ได้ ที่ใช้คำว่า"อาจ" เพราะว่าโดยทั่วไป file jpg หรือ tiff จาก กล้อง DSLR ก็สามารถตอบสนองความต้องการได้ดีมากแล้ว แต่ในบางครั้งสำหรับคนที่ จริงจังกับการถ่ายภาพ อาจจะต้องการความสมบูรณ์ ของภาพถ่ายที่มากกว่าความสามารถในการบันทึกเป็น jpg ทีกล้องทำให้เรา เช่นในกรณีที่เราต้องการภาพที่มี range ที่กว้างกว่าปกติ Raw file สามารถตอบสนองเราได้ ถึงแม้ว่าปัจจุบันนี้ Technology ที่ใช้พัฒนา Sensor จะก้าวหน้ามากจนกระทั่ง Sensor มี Exposure latitude เทียบเท่า ฟิล์ม สไลด์แล้วก็ตาม แต่คุณสมบัติของ jpg file ก็ไม่สามารถใช้ความสามารถของ Sensor ได้ทั้งหมดเพราะ jpg file ต้องการ file ขนาดเล็ก จึงต้องบีบอัดข้อมูลในสัดส่วนที่สูงมาก ดังนั้นข้อมูลบางอย่างจึงต้องสูญเสียไป เช่น detail ในส่วน high light และ shadow บางส่วนจะหายไปเลย และอีกเหตุผลหนึ่ง คือ jpg file จะทำการประมวลผล ด้วย chip image processor ที่อยู่ภายในตัวกล้อง มิใช่ว่าประมวลผลด้วย chip ในกล้องจะได้ภาพที่มีคุณภาพที่ไม่ดี แต่ถ้าเทียบกับว่าให้ soft ware ภายนอกกล้องประมวลผลให้มันให้ภาพที่ดีกว่าครับ เพื่อความเข้าใจที่กระจ่างชัดกว่านี้ เรามาดูในรายละเอียด ถึงขั้นตอนการบันทึกภาพด้วยกล้อง Digital แล้วผ่านกระบวนการจนออกมาเป็น file ภาพของทั้ง Raw และ jpg กันเลยดีกว่า

COMPARE

อันดับแรกเลยเราต้องมาทำความรู้จักกับ Sensor ที่ทำหน้าที่บันทึกภาพแทน ฟิล์มกันก่อนว่ามีกี่ประเภท และทำงานอย่างไร ปัจจุบันมี sensor ที่นำมาใช้งานในกล้องถ่ายภาพดิจิตอล อยู่ ๓ ประเภท ใหญ่ๆคือ
1 The new foveon sensor
2 CMOS (Complementary Metal Oxide Semiconductor)
3 CCD ( Charge-Couple Device)


The new foveon Sensor
Sensor ชนิดนี้ทำงานเลียนแบบฟิล์มถ่ายภาพ จะมี พิกเซล ของชั้นสีของแม่สีวางซ้อนกันอยู่ ๓ ชั้น และมีลักษณะโปร่งแสง เพราะฉนั้น ในแต่ละ พิกเซล จะสามารถแสดงสีได้ครบทั้ง ๓ สี Sensor ชนิดนี้เป็น เทคโนโลยีที่ใหม่กว่า ชนิดอื่นๆ ปัจจุบันน่าจะมีกล้องดิจิตอลของ Sigma รุ่น SD9, SD10, SD11 ใช้อยู่ยี่ห้อเดียว


CMOS & CCD Sensor
CCD เกิดมาก่อน CMOS มีคุณภาพค่อนข้างดี แต่มีข้อเสียคือกินไฟมาก ส่วนข้อเด่นของ CMOS คือมีการทำงานด้วยความเร็วสูงกว่าและกินไฟน้อยกว่า จากข้อเด่นนี้ Canon ได้นำมาพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนปัจจุบันมีคุณภาพที่สูงขึ้นมาก และนำมาใช้ในกล้อง High-End ของ Canon ทุกรุ่น แต่เนื่องจาก Sensor ชนิดนี้มีชั้นเดียว และแต่ละ พิกเซล ทำหน้าที่วัดปริมาณแสงและเปลี่ยนไปเป็นประจุไฟฟ้าเท่านั้น ไม่สามารถแยกแยะสีได้เหมือน ฟิล์ม จึงจำเป็นต้องใส่ ฟิลเตอร์สีบน Sensor ในแต่ละ พิกเซล เพื่อใช้ในการแยกแยะสี เพราะ Sensor ชนิดนี้มีเพียงชั้นเดียวจึงต้องมี Pattern ในการเรียงตัวของ ฟิลเตอร์ โดยใช้รูปแบบของ GRGB คือจะมีฟิลเตอร์สีแดงและสีน้ำเงิน อย่างละ ๒๕ % และสีเขียว ๕๐ % ของพื้นที่ ซึ่งเลียนแบบสายตามนุษย์ที่มีความไวต่อแสงสีเขียวมากที่สุด ดังนั้นในแต่ละพิกเซลของ CCD และ CMOS ต่างก็แยกแยะสีได้เพียงสีเดียว

Scan0011
จากรูปที่ ๑ แสดงให้เห็นถึงภาพในแต่ละ channel สี โดยใน channel สีแดงและน้ำเงินสามารถแสดงสีได้เพียง ๒๕ % ของภาพ ในขณะที่สีเขียว แสดงสีได้ถึง ๕๐% ตามจำนวน ฟิลเตอร์ที่ใส่ เมื่อมองภาพโดยรวม (combination) จะเห็นได้ว่าภาพมีสีที่ขาดความสมบูรณ์ อยู่มาก ดูไม่สว่างใส และขาดความต่อเนื่องของโทนสี
เพื่อขจัดปัญหาดังกล่าว จึงต้องมีกระบวนการเติมสีลงในแต่ละ พิกเซลให้ครบแม่สีทั้ง ๓ วิธีการก็คือใช้การคำนวณจาก chip image processor ที่อยู่ภายในตัวกล้อง(ซึ่งก็คือ หน่วยประมวลผลที่ออกมาเป็น file jpg นั่นเอง) โดยคาดเดาจากสีข้างเคียง เรียกกระบวนการนี้ว่าการ Interpolation แล้วเติมใส่ให้ครบ พิกเซลละ ๓ สี ดังรูปที่ ๒ ผลที่ได้ภาพมีความสมบูรณ์และสีสันดูสว่างใสขึ้น

 

RAW image processing

รูปที่ ๓

 

จากรูปที่ ๓ แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานภายในหน่วยประมวลผล (Image processing) ของกล้อง ดิจิตอล ระดับ high-end โดยเริ่มจากข้อมูลที่ได้จาก Sensor รับภาพ ที่ส่งข้อมูลออกมาเป็นแรงดันไฟฟ้า ซึ่งเป็นค่า Analog จะถูกเปลี่ยนเป็น Digital ด้วยวงจร AD conversion ด้วยความลึกของสีอยู่ในระดับ ๑๒ บิท (เฉพาะกล้องระดับ SLR) ซึ่งให้โทนสีถึง ๓๐๙๖ ระดับ จากนั้นข้อมูลจะถูกจัดเก็บลงใน Buffer Memory โดยผ่านวงจรควบคุม Memory (Memory control block) Buffer Memory จะทำหน้าที่ในการเก็บข้อมูลชั่วคราว ในขณะที่มีการถ่ายภาพอย่างต่อเนื่อง หลังจากหยุดถ่ายหรือ Buffer เต็ม ข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราวนี้จะถูกส่งย้อน กลับผ่าน compensation block ซึ่งมีหน้าที่ลด Noise และ Artifacts ต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์ เช่น Moir (เกิดลายตารางบนภาพ) เป็นต้น ถ้าเป็นกรณีที่เราจัดเก็บภาพเป็นแบบ Raw Format ข้อมูลดิบจะถูกส่งผ่านไปยัง Raw compression เพื่อขนาด file ที่เล็กลง (กล้องบางรุ่นจะไม่ผ่านกระบวนการนี้) จากนั้นข้อมูจะถูกจัดเก็บลงใน Memory card
ส่วนในกรณีที่เราตั้งค่าการจัดเก็บเป็นแบบ jpg ข้อมูลจาก Compensation block จะถูกส่งเข้าไปยังวงจร Image Processor เพื่อประมวลผลภาพ ซึ่งก็คือการทำ Interpolate ค่าสีในแต่ละ พิกเซล ให้ครบทั้ง ๓ สี และยังประมวลผลอื่นๆที่เราได้ตั้งค่าไว้แล้วด้วย เช่น ค่า White balance, Saturation, Sharpen เป็นต้น และสุดท้ายลดค่า bit-depth จาก ๑๒ บิท เหลือเพียง ๘ บิท เท่านั้น ก่อนที่จะจัดเก็บลง Memory card
จะเห็นได้ว่าจากกระบวนการที่ได้อธิบายมานี้ การจัดเก็บภาพ แบบ Raw format นั้นข้อมูลดิบที่ได้จาก Sensor จะยังไม่ถูกประมวลผลใดๆทั้งสิ้น ซึ่งรวมถึงค่าต่างๆที่เรา ตั้งค่าไว้ก็จะยังไม่มีการประมวลผลใดๆด้วยเช่นกัน และข้อมูลก็จะถูกจัดเก็บอยู่ใน ไฟล์ข้อมูลที่มีชื่อว่า Exif (Exchangeable Image file) ซึงเป็นไฟล์ข้อมูลที่แนบติดไปกับ Raw file เท่านั้น

ข้อดีของ Raw ก็คือมีความลึกของสีสูงกว่านั่นก็หมายถึงรายละเอียดที่มากกว่า อีกทั้งเรายังสามารถเลือก Soft wear ที่มีความสามารถสูงกว่ามาทำการประมวลผล แทน Processor ในตัวกล้องได้ ข้อเสียของ Raw ก็การต้องมาเสียเวลา convert ภาพให้กลับมาเป็น jpg อีกปัญหาหนึ่งของ Raw ก็คือต้องการพื้นที่ในการจัดเก็บสูง เพราะ Raw file มีขนาดค่อนข้างใหญ่ สำหรับผมแล้วข้อเสียของ Raw นั้นเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับคุณภาพที่ได้เพิ่มมา แล้วคุณละ พร้อมที่จะยอมแลกเพื่อคุณภาพนี้ไหม

CRW_9304-01

ถ่ายเป็น RAW แล้ว convert เป็น jpg
ด้วยโปรแกรม Raw Shooter

CRW_9304-02

ถ่าเป็น jpg detail ในส่วน high light
จะหายไป

February 15

ท่องแดนพุทธภูมิ ตอน ๓

ท่องแดนพุทธภูมิ

ตอนที่ ๓ พาราณสี

เช้าวันนี้ ต้องตื่นเช้ากว่าเมื่อวาน เพราะวันนี้ ต้องเดินทางไกล จากคยา ไปยังพาราณสี ระยะทางประมาณ ๒๕๐ กม. ต้องเผื่อเวลาไว้ ๖-๘ ชม. Morning call จึงเปลี่ยนเป็น ตี ๓ อาหารเช้า ตี ๔ รถออก ตี ๕ เมื่อทุกคนพร้อมบนรถ การเดินทางก็เริ่มอีกครั้ง ผมขึ้นรถได้ก็หลับต่อทันทีเอาแรงไว้ก่อน มาสดุ้งตื่นอีกที่ตอนประมาณ ๗ โมงกว่าเนื่องจากสภาพถนน โลกพระจันทร์ยังไงยังงั้น หัวสั่นหัวคลอนทีเดียว และก็ได้เห็นสิ่งที่มีคนเตือนเอาไว้ก่อนเดินทาง เรื่องห้องน้ำห้องส้วม ว่าระหว่างไปทุ่งให้ระวังกับระเบิด เพราะที่นี่คนนิยมไปทุ่ง มากกว่าที่จะสร้างสุขาไว้ในบ้าน แต่ก็ผิดคาดจากที่จินตนาการไว้ คิดว่ายังไงไปทุ่งก็คงต้องหาที่มิดชิดกันพอสมควร แต่นี่เพื่อนเล่นนั่งปลดทุกข์กันอยู่บนไหล่ทางกันเลยทีเดียว ไม่สนใครทั้งนั้น รถก็วิ่งผ่านไปผ่านมาตลอด อีกเรื่องที่ผมเห็นว่าแปลกก็คือ การทำเนินลูกระนาดบนผิวจราจร ช่วงที่จะผ่านชุมชน ที่นี่จะทำเป็นลูกระนาดจริงๆ เพราะเขาทำติดกันสามลูกรวด(สมกับที่เรียกลูกระนาดจริงๆ) รถวิ่งผ่านทีหัวคลอนกันเป็นแถว การเดินทางตลอดเส้นทางของวันนี้ไม่มีอุปสรรคใดๆ เราสามารถทำเวลาได้ค่อนข้างดี

วัดไทยสารนาถ 
พระพุทธรูปหินทราย
องค์ใหญ่มาก กำลัง
ก่อสร้างที่วัดไทย
สารนาถ
วัดไทยสารนาถ๒ เดินทางถึงวัดไทยสารนาถ ที่เมืองพาราณสี ประมาณเที่ยงวัน วันนี้คณะของเราจะพักกันที่วัดไทยสารนาถ ๑ คืน ทางวัดได้จัดเตรียมสถานที่ไว้รอแล้ว เมื่อได้กุญแจห้องพัก ต่างแยกย้ายกันไปทำธุระส่วนตัว โดยทางวัดจัดให้พักห้องล่ะ ๒ คนบ้าง ๓คนบ้าง เพราะวันนี้มีนักท่องเที่ยวจากเมืองไทยมาใช้บริการที่วัด ๒ คณะ เลยต้องจัดให้อยู่มากกว่า ๒ คนต่อห้องในบางห้องที่มีเครื่องนอนพอสำหรับ ๓ คน ห้องหับก็ใช้ได้ มีห้องน้ำในตัวทุกห้อง เสียแต่ว่ามันอับๆชื้นๆ ไปหน่อย เนื่องจากความเก่า เพราะสร้างมานานแล้ว มื้อกลางวันเราก็ทานข้าววัดกัน มื้อนี้ถูกปากกว่าทุกมื้อที่ผ่านมา เพราะฝีมือแม่ครัวคนไทย ช่วงบ่ายมีโปรแกรมไปเยี่ยมชมและนมัสการ เจาคันธีสถูป นมัสการพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปปางปฐมเทศนา ที่วัดลังกา เนื่องจากเราทำเวลาได้ดี พระมัคคุเทศน์ ยังเดินทางมาไม่ถึงเลยต้องแกร่วรอกันพักใหญ่(เป็นชม.) เลยถือโอกาศเดินชมวัด และไปนมัสการพระประธานในอุโบสถ ระหว่างที่รออยู่นี้ มีพระลูกวัดซึ่งเป็นพระไทยเข้ามาทัก ว่ามี เวบ เกี่ยวกับภาพถ่ายบ้างหรือเปล่า ผมก็งงๆไม่ทราบจุดประสงค์ที่ถาม เลยตอบไปแบบงงๆเช่นกันว่า "มีครับหลวงพี่" (เรียกให้ตัวเองดูเด็กลงมาหน่อย เพราะดูแล้วผมน่าจะแก่กว่าหลายปีอยู่) "มิน่าล่ะอาตมา รู้สึกว่าคุ้นๆหน้าโยมอยู่ว่าเคยเห็นที่ใหน ที่แท้ก็ในเวบไซท์นี่เอง" ญาติธรรมที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันอีกท่านหนึ่งก็พูดเสริม "หนูก็เคยเห็น เคยดูผลงานของพี่" โห เลยเพิ่งรู้ว่าเราก็มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไม่เบาน่ะเนี่ย (อย่างน้อย ตอนนี้ก็ ๒ คนแน่ะ)
หลวงพี่เลยชวนคุยสอบถามเกี่ยวกับการถ่ายภาพ จนพระมัคคุเทศน์เดินทางมาถึง คณะของเราก็เริ่มออกเดินทางไปที่วัดลังกาเพื่อชมพระพุทธรูปปางปฐมนิเทศน์อันสวยงาม และนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ ใน option พิเศษสุดๆ ด้วยอาศัยความสัมพันธ์ส่วนตัวของพระมัคคุเทศน์ กับพระลังกาที่ดูแลวัดอยู่ ที่ว่าพิเศษก็คือได้เข้าไปนมัสการแบบไกลชิด โดยพระลังกาที่ดูแลวัดอยู่จะอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาเทินศรีษะให้แก่พวกเราทุกคน สำหรับคนที่ศรัทธาแรงกล้าก็จะปลาบปลื้มกันสุดๆ เสร็จจากวัดลังกาก็เดินทางต่อไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน สถานที่ๆพระพุทธเจ้าพบพระปัญจวัคคีย์ เป็นครั้งแรก ปัจจุบัน ณ.ตำแหน่งนี้มี เจาคันธีสถูป ตั้งอยู่ ซึ่งก่อสร้างโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ผู้ซึ่งเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า ในบิเวณนี้ยังมีซากสลักหักพังของโบราณสถาน กระจายอยู่ค่อนข้างเป็นบริเวณกว้าง ห่างจากเจาคันธีสถูปประมาณ ๗ เส้น (เท่ากับ ๒๘๐ เมตร) เป็นธรรมเมกสถูป และในบริเวณนี้จะมีซากโบราณสถานที่สำคัญอยู่มากมาย india_place 16 india_place 18
 india_place 17 สถูปเจาคันธี  india_place 19  เสาหินพระเจ้าอโศก มูลคัณธกุฏีวิหาร ฯลฯ.คณะของผมได้ทำทักษิณาวัตรรอบเมกกสถูป โดยมีญาติธรรมท่านหนึ่งมีจิตศรัทธา เตรียมผ้าเหลืองมาด้วย ๑ พับ เพื่อมาห่มรอบองค์สถูปด้วย (เส้นผ่าศูนย์กลาง ๒๘.๕ ม.เป็นเส้นรอบวงเท่ากับ ๘๙.๕๗ ม.) วันนี้หมดลงอีกหนึ่งวัน ทุกคนต่างอิ่มบุญกันถ้วนหน้า มื้อเย็นก็กินข้าววัดกันอีกมื้ออาหารถูกปากอีกเช่นเคย หลังอาหารคณะของผมได้จัดกองผ้าป่าขึ้น ๑ กอง ทำการทอดที่วัดสารนาถนี่แหละี ทุกคนร่วมอนุโมทนาบุญกันอย่างพร้อมเพรียง เสร็จแล้วต่างก็แยกย้ายกันไปทำธุระตามอัธยาศัย บรรณดาขาช้อปก็เตรียมออกไปจับจ่ายกันอีกเช่นเคย (ไม่ออกได้ไงเสียชื่อคนไทยหมด) ทางร้านค้าส่งรถมารับถึงวัดกันเลยทีเดียว ส่วนใครที่ไม่ช้อบก็เตรียมจำวัด เอ๊ยเข้านอนเอาแรงไว้สำหรับวันพรุ่งนี้ ส่วนผมถึงไม่ใช่ขาช้อปก็เหมือนใช่ เพราะภรรยาผมเขาขาช้อปตัวจริง แล้วผมก็ห่างเธอไม่ได้เสียด้วยสิ
 
February 11

พระพุทธเมตตา

 

Quote

          พระพุทธเมตตา

 พุทธคยาเป็นตำบลอยู่นอกเมืองคยาในรัฐพิหาร ตั้งอยู่บนฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา มหาโพธิวิหารพุทธคยาเป็นสถานที่ที่พระพุทธองค์ตรัสรู้ ภายนมหาโพธิวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปกาไหล่ทองปางมารวิชัย มีเรื่องเล่าว่า ราว พศ. ๑๑๐๐ กษัตริย์อินเดียชื่อ ศศางกะแห่งเบงกอลมีความริษยาในความเจริญของพุทธศาสนา คิดจะทำลายล้างวิหารมหาโพธิ์ ได้ส่งแม่ทัพไปทำลายพระพุทธรูปในวิหารนี้ แต่แม่ทัพกลัวบาปจึงก่อกำแพงหุ้มล้อมองค์พระแล้วกลับไปทูลว่าได้ทำลายเรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้น ๗ วันศศางกะก็บังเกิดพุพองเปื่อยเน่าจนสิ้นพระชนม์ด้วยความทรมาน

ท่องแดนพุทธภูมิ กรุงราชคฤห์

ท่องแดนพุทธภูมิ

ตอนที่ ๒ ราชคฤห์

วันที่ ๒ เดินทางสู่เมืองราชคฤห์ Morning call ตี ๔ ทานอาหาร ตี ๕ รถออก ๖ โมงที่ต้องแหกขี้ตาตื่นก่อนไก่โห่ ก็เพราะ การเดินทางโดยรถยนต์ ในประเทศอินเดีย เป็นอะไรที่เอาแน่นอนไม่ได้ ทั้งสภาพผิวจราจร ที่มีบางช่วงเมือนโลกพระจันทร์ และสภาพการจราจรเองก็สับสนอลหม่าน ยิ่งโดยเฉพาะช่วงที่วิ่งผ่านเมือง จะโกลาหลไปหมด เพราะยานพาหนะทุกชนิดมีสิทธิเท่าเทียมกันในการใช้ผิวจราจร ตั้งแต่รถยนต์คันหรู ไปจนถึง รถเทียมเกวียนของชาวไร่ชาวนา ดังนั้นเราต้องเผื่อเวลาไว้สำหรับสิ่งไม่คาดฝัน ที่อาจเกิดขึ้น ความเร็วเฉลี่ยที่จะนำมาคำนวณเวลาในการเดินทาง คือ ๔๐ กม./ชม.เช่นถ้าจะเดินทาง สัก ๒๕๐ กม. ก็ต้องเผื่อเวลาในการเดินทางไม่น้อยกว่า ๖ ชม. แต่วันนี้คณะของผมโชคดีสามารถเดินทางโดยราบรื่น ถึงจุดหมายแรกคือเขาคิชกูฏ ประมาณ ๘ โมงเช้า บนเขามีสถานที่สำคัญเกี่ยวกับพุทธประวัติโดยที่นี่เป็นที่ที่พระพุทธเจ้าจำพรรษาแรกอยู่ที่นี่ สถานที่สำคัญบนเขาคิชกูฏ ที่หลงเหลือเป็นซากสลักหักพังให้เห็นคือ คันธกุฏี (กุฏิที่พระพุทธเจ้าใช้จำพรรษา) และกุฏิพระอานนท์ นอกจากนี้ยังมีถ้ำพระโมคคัลลานะ ถ้ำสุกรขาตาที่

india 11 พระคันธกุฏี พระสารีบุตรได้บรรลุพระอรหันต์ ในถ้ำนี้ หลังจากบวชได้ ๑๕ วัน ด้วยพระธรรมเทศนาเรื่อง เวทนาปริคคหสูตร นอกจากนี้ใกล้ๆยอดเขา ก่อนจะขึ้นไปยังพระคันธกุฏี มีก้อนหินใหญ่ตั้งอยู่ ๒ ข้างทาง เป็นที่ที่พระเทวทัตได้ใช้เป็นที่ลอบทำร้ายพระพุทธองค์ โดยแอบขึ้นไปซ่อนตัวบนก้อนหินใหญ่ เมื่อเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาได้กลิ้งหินขนาดใหญ่ลงมาหวังทำร้ายพระพุทธเจ้า อีกซีกหนึ่งของเขาคิชกูฏ ญี่ปุ่นได้มาสร้างวัดเซน ไว้และยังได้สร้างกระเช้าไฟฟ้าเพื่อขึ้นไปยังวัดเซนนี้ด้วย เขาคิชกูฏไม่ใช่ภูเขาที่สูงใหญ่นัก ใช้เวลาเดินประมาณ ๑๕ นาทีก็ถึงยอดเขาแล้ว และทางก็ไม่ชันมากนัก เรียกว่าเดินกันสบายๆ ไม่ลำบากมากนัก ราชคฤห์ นี่มีอีกชื่อหนึ่ง เบญจคีรีนคร แปลว่าเมืองที่มีเขาทั้ง ๕ ได้แก่ เขาคิชกูฏ เขาปัณฑวะ เขาเวภาระ(เป็นที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎก ครั้งที่ ๑ ที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา) เขา อิสิคิริ เขาเวปุลละ
india_place 07 ทางเดินบนเขาคิชกูฏ

ก่อนทานอาหารกลางวัน ได้มีโอกาศแวะชมสถานที่สำคัญอีก ๒ แห่ง คือคุกพระเจ้าพิมพิสาร และชีวกัมพวันโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกของโลก ที่หมอ ชีวกโกมารภัจจ์ สร้างถวายแก่พระพุทธเจ้า แต่ทั้ง ๒ แห่งเหลือให้เห็นเพียงแนวอิฐเก่าๆก่อเรียงไว้ คล้ายๆกับที่เราเคยเห็นที่อยุธยา และสุโขทัย ประมาณนั้น ในช่วงบ่ายหลังอาหารกลางวัน ที่ได้แวะชมคือ วัดเวฬุวันมหาวิหาร ที่นี่ไม่มีสิ่งก่อสร้างเดิมให้เห็น แต่ก็ได้รับการดูแลดีพอสมควร ที่นี่มีความสำคัญคือเป็นเป็นวัดแรกในพุทธศาสนา และเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้า จำพรรษาที่ ๒ ที่วัดนี้ สร้างโดยพระเจ้าพิมพิสาร และที่นี่มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น ๔ ประการ

๑ เป็นวันเพ็ญมาฆะปูรณมี ต้นกำเนิดวันมาฆะบูชา
๒ พระภิกษุ ๑๒๕๐ มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย
๓ พระภิกษุเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้น
๔ และเป็นเอหิภิกษุทั้งสิ้น

เราใช้เวลาที่นี่ไม่นานนัก เดินทางต่อมายัง ตโปทาราม ซึ่งอยู่ติดกันกับวัดเวฬุวันฯ ที่นี่เป็นบ่อน้ำร้อน อยู่เชิงเขาเวภาระ ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าและพระภิกษุทั้งหลายใช้เป็นที่สรงน้ำทุกวัน แต่ปัจจุบันเป็นที่อาบน้ำของชาวฮฺนดู โดยแบ่งตาม วรรณะ วรรณะพราหมก็จะได้อาบที่ต้นน้ำ ส่วนวรรณะจัณทาร(ไม่แน่ใจเขียนถูกหรือเปล่า) ก็ต้องไปอาบ โน้นนน ปลายน้ำเลย ต้นน้ำจะทำอะไรกันมาบ้างฉันไม่สนฉันก็อาบในส่วนของฉัน แต่เขาก็ยอมรับกันนะ เห็นแล้วก็ปลง เมื่อตะวันเริ่มบ่ายค้ลอยต้องรีบเดินทางกลับไปยัง เมืองคยา พักที่โรงแรมเดิมอีก ๑ คืน ก่อนจากเมืองนี้ไปขาช้อปทั้งหลายไม่ยอมพลาดอยู่แล้ว หลังอาหารเย็น ก็ออกไปช้อปกันสนุกสนาน

india_place_ราชคฤห์ 25
กุฏิพระอานนท์

india_place_ราชคฤห์ 24
พระพุทธรูปในวัดเวฬุวันฯ